หน้าหลัก เกี่ยวกับมูลนิธิ โครงการของมูลนิธิ ร่วมบริจาค ความในใจ ติดต่อมูลนิธิ
 
 
 
วันที่ : 9/5/3097
เรียนรู้อยู่ในมือ
 

จากประสบการณ์สอนนักเรียนมาเป็นเวลานานพอสมควร ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนมาหลายๆ
แบบ  ทั้งนี้เพราะครูผู้สอนต่างก็มุ่งมั่นที่จะให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียน  ได้รับความรู้  มีความเข้าใจ  และสามารถนำ
ความรู้ไปใช้ในโอกาสที่ต้องใช้สาระความรู้แต่ละสาขาได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ   นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองจาก
หลายๆ ทาง ที่สำคัญคือ ความรู้อยู่ในมือของนักเรียนเอง

 

จากภาพ  การเรียนรู้นั้นต้องให้ความสำคัญกับตนเองเป็นอันดับหนึ่ง   คิดเป็น  50%     ให้ความสำคัญกับครูประมาณ  20%
ให้ความสำคัญกับเอกสารตำราเรียน  สื่อ  แหล่งการเรียนรู้ประมาณ  10%     ให้ความสำคัญกับเพื่อน 10%     และที่สำคัญ
พ่อแม่   ผู้ปกครองก็มีความสำคัญอย่างยิ่งกับนักเรียน  คิดประมาณ  10%     ซึ่งกลุ่มหลังที่ไม่ใช่ตัวเราเองนั้นอาจให้จำนวน
เปอร์เซ็นต์มากน้อยกว่านี้หรือจะปรับให้เท่าๆ กันก็ได้  ลองพิจารณาดูว่าแต่ละกลุ่มมีบทบาทในการเรียนรู้ของเราอย่างไรบ้าง





เริ่มที่ตัวนักเรียนเอง นักเรียนต้องรู้ว่าตัวเราเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในการเรียนดังคำที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”   นักเรียนต้องมี
ความมุ่งมั่นกับการเรียน   สนใจการเรียน  โดยการทบทวนบทเรียนทั้งก่อนมาเรียนและหลังเรียนอย่างสม่ำเสมอ  เวลาเรียนต้อง
ตั้งใจเรียน  เอาใจใส่  รับผิดชอบต่อภารกิจต่างๆ  ที่ได้รับในกิจกรรมการเรียนรู้ที่กำหนดขึ้นในแต่ละสาระการเรียนรู้   ใช้หลักการ
เรียนรู้   หัวใจนักปราชญ์ “สุ จิ ปุ ลิ”   หรือนักการศึกษาในปัจจุบันใช้คำว่า  “นักเรียนต้องเรียนโดยการคิด  วิเคราะห์   เขียนและ
สื่อความได้”   ซึ่งแปลว่านักเรียนต้องเรียนโดยใช้ความคิด  รู้จักคิด  มีการวิเคราะห์   นำสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์มาใช้   นำเสนอสาระ
การเรียนรู้ออกมาเป็นบทความ   รายงาน   โครงงาน   ให้ผู้อื่นเข้าใจ   การฝึกทำโครงงาน   ทำผลงานระหว่างเรียนเป็นการฝึกให้
นักเรียนได้ใช้ความรู้เชิงบูรณาการจากสาระการเรียนรู้ต่างๆ  นักเรียนต้องแสดงผลงาน  สร้างผลงานอย่างมีคุณภาพ   ความขยัน
อดทนและเข้มแข็งจะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จ นักเรียนจึงเปรียบเป็นนิ้วโป้ง


ครู มีบทบาทในการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไร  ครูไม่ใช่พระเอก ครูไม่สามารถบอกเราได้ทั้งหมด  ครูจึงเป็นผู้ให้ความร่วมมือกับ
นักเรียน  คอยชี้แนะนักเรียนในการเรียน   ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้   นำเสนอแก่นักเรียน  มีนักการศึกษากล่าวว่า  “ครูเป็นผู้
กระตุ้นให้นักเรียนคิด  สะกิดให้นักเรียนถาม  พยายามให้นักเรียนปฏิบัติ”   ยุคปัจจุบันครูไม่ใช่ผู้สอน  ไม่ใช่ผู้บอกแล้ว    แต่เป็น
ผู้จัดการในชั้นเรียน   รวมถึงหน้าที่ประเมินผลว่านักเรียนเรียนรู้ได้ผลเป็นอย่างไรอย่างยุติธรรม    ตรงตามสภาพจริงครูจึงเหมือน
นิ้วชี้คอยชี้แนะ


เอกสาร ตำราเรียน สื่อ แหล่งเรียนรู้ มีบทบาทอย่างไรกับการเรียนรู้   ปัจจุบันมีเอกสาร ตำราเรียน สื่อ อุปกรณ์การสอน และ
แหล่งการเรียนรู้มากมาย  ดังนั้นถ้านักเรียนมีหนังสือ เอกสาร ตำรา ประกอบการเรียนรู้และค้นคว้า นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ด้วย
ตนเองได้อย่างกว้างขวาง    ในสมัยโบราณผู้ใฝ่หาความรู้จะต้องไปเรียนกับฤาษี  เพื่อให้ได้ความรู้เรื่องต่างๆ ตามต้องการ บางครั้ง
ต้องเรียนเรื่องเดียวกันหลายอาจารย์ เอกสาร ตำรา แหล่งการเรียนรู้เปรียบเสมือนขุมพลังตรงกลาง เปรียบได้กับนิ้วกลาง


เพื่อน ความเป็นเพื่อนที่สนิทกัน เพื่อนรักกัน กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน เรียนด้วยกัน เพื่อนแนะนำเพื่อน ครูบางคนใช้วิธีการสอน
ที่เรียกรูปแบบการสอน   เช่น   การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน   แบบบัดดี้ (Buddy)   แบบกลุ่มสัมพันธ์ ฯลฯ   โดยการจัดห้องเรียน
สำหรับผู้มีความสามารถใกล้เคียงกัน เพื่อนจึงเหมือนนิ้วที่มีเครื่องประดับ คือ นิ้วนาง

 

พ่อแม่ ผู้ปกครอง เป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากที่สุดในการเรียนรู้ เพราะพ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก คอยให้ความสนับสนุน
ลูก  ทั้งกำลังใจ  กำลังสติปัญญา  ตามที่ลูกร้องขอขณะเรียนและอยู่ที่บ้านและที่โรงเรียน   นับว่านอกจากเป็นครูคนแรกแล้วยัง
เป็นครูคนหลังด้วย  เพราะท่านจะคอยดูแล  คอยติดตามลูกอยู่ข้างหลัง  ท่านจึงเป็นเหมือนนิ้วก้อยที่คอยหนุนยามเขียนหนังสือ

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540   มุ่งเน้นให้จัดการศึกษาให้ผู้เรียนมี   “ความรู้คู่คุณธรรม”  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ   พ.ศ.2542   
มุ่งให้จัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด ส่งเสริมให้เรียนรู้ตรงตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พ.ศ.2544  มุ่งให้ผู้เรียนเป็น “คนดี เก่ง มีความสุข และรักความเป็นไทย”     ทุกฝ่ายจึงพยายามทุกทาง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนไปถึง
เป้าหมายดังกล่าว   เช่น   โรงเรียน  สถานศึกษา   จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา   เพื่อสนองความต้องการของนักเรียน  ชุมชนและ
ท้องถิ่น  ครู  จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้คิดได้ทำ  ให้นักเรียนมีส่วนร่วม มีผลงาน     มีการทำงานรายบุคคลและ
กลุ่ม  มีการจัดการวัดผลประเมินผลจากหลายทาง เช่น การร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน นอกชั้นเรียน จากการทำแบบฝึกหัด ผลงาน
และการสอบ   ทำให้วัดผลประเมินผลได้ตรงตามสภาพจริงมากที่สุด  ผู้ปกครองต้องให้ความร่วมมือกับนักเรียน  โรงเรียน ในการ
ดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั้งด้านการเรียนและด้านความประพฤติของนักเรียน   สนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนมีความสุขในการเรียน
ชุมชนและท้องถิ่นร่วมมือกับโรงเรียนและผู้ปกครอง จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้  ทั้งด้านสาระความรู้  และที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม
ประเพณีที่ดีงาม   เป็นรั้วให้กับโรงเรียนในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เป็นคนดี  คนเก่ง      และอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุข
องค์กรและหน่วยงานต่างๆ  ในท้องถิ่นจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมพัฒนา ร่วมระดมทุนเพื่อพัฒนาการศึกษา

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่านักเรียนเป็นคนสำคัญที่สุด นักเรียนจึงควรภูมิใจ ควรขยันหมั่นเพียร เรียนให้ดีที่สุด
 เพื่อจะได้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล: ธีระศักดิ์ เกิดทอง วารสารวิชาการ  ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2549
https://www.myfirstbrain.com/teacher_view.aspx?ID=50606

 
     
 
ข่าวสารมูลนิธิ
 
สนุกสุขใจ  ชายทะเล  ณ  บ้านพักสุขสามัคคี  หัวหิน
 
 
มอบห้องสมุดธนาคารความรู้  3  โรงเรียน  3  จังหวัด  ปี  2562
 
 
โครงการ "แคมป์รักเด็กไทย" ปี 2562
 
 
 
มูลนิธิกสิกรไทย องค์การสาธารณกุศลลำดับที่ 690 ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 405)
400/22 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0 2273 1921 โทรสาร : 0 2273 3855 อีเมล : adm@kasikornfoundation.org