หน้าหลัก เกี่ยวกับมูลนิธิ โครงการของมูลนิธิ ร่วมบริจาค ความในใจ ติดต่อมูลนิธิ
 
 
 
วันที่ : 13/5/3097
อ่านให้ไว...และได้เรื่อง
 

ในชีวิตประจำวันเราต้องอ่านหนังสือทุกวัน ตามป้ายโฆษณา  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์  อ่านหนังสือสอบ หรือแม้ใครเจอปัญหากับ
การอ่านสอบไม่ทันตามกำหนด กลัวว่าจะอ่านไม่ทันก็เลยอยากแนะวิธีอ่านหนังสือให้เร็วและได้เรื่องแถมยังประหยัดเวลามาฝากกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.พรชุลี อาชวอำรุง  ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร   ให้คำแนะนำถึงวิธีการอ่านหนังสือ
รวดเร็วและได้ผลดี       เพื่อเป็นการฝึกทักษะและสมรรถนะการเรียนของนิสิตนักศึกษาแต่ละคน        โดยสอนให้อ่านเร็วอย่างรู้เรื่อง
จับประเด็นเด่นชัดจด Lecture ได้ครบถ้วน ใช้ห้องสมุดเป็น ค้นคว้าเอกสารจัดทำรายงาน และนำเสนอต่อชั้นเรียนได้อย่างสมบูรณ์

“ก่อนเริ่มศึกษาฝึกฝนทักษะการอ่านเร็ว   จำเป็นต้องกำหนดอัตราการอ่านและความเข้าใจเสียก่อน      ดังนั้นจึงขอแนะนำให้เลือก
เอกสารประมาณ 2-3 หน้า จากหนังสือที่ต้องอ่านประจำ เช่น ตำราเรียนที่ใช้ในเทอมนี้ เป็นต้น ควรเลือกอย่างน้อย 3 ชุด  และอ่าน
ตามอัตราความเร็วปกติ ตั้งใจอ่านให้เกิดความเข้าใจ และจับประเด็นในรายละเอียดได้ด้วยควรใช้นาฬิกาจับเวลาและให้บันทึกเวลา
เริ่มเวลา : ….................นาที...................วินาที
จบเวลา : ….................นาที…................วินาที

วิธีการกำหนดอัตราความเร็วในการอ่าน  มีขั้นตอนดังนี้
1. นับคำในเอกสารที่อ่านโดยนับเฉพาะคำหลัก คือ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา และคำขยาย (คุณศัพท์และคำวิเศษ) เท่านั้น
    ไม่นับคำเชื่อม ซึ่งได้แก่ บุรพบท และสันธาน และจดจำนวนที่นับได้เอาไว้ สมมติว่านับได้ 1,306 คำ
2. นำจำนวนวินาทีที่ใช้ในการอ่านในผลลัพธ์ จากข้อ 3 ไปหารจำนวนคำจากข้อ 4 ให้ใช้ทศนิยมจุดเดียว จะได้คำตอบ เช่น 2.7
    หรือ 3.4  ซึ่งเป็นอัตราคำต่อวินาที
3. ท้ายที่สุด ให้นำอัตราความเร็วต่อวินาทีไปคูณด้วย 60 ก็ได้อัตราคำต่อวินาที และบันทึกไว้
    การอ่านครั้งที่ 1: อัตราความเร็วต่อวินาที =................WPM (WPM=Word Per Minute) อันที่จริงถ้าจะให้สมบูรณ์แบบ ควรตอบ
    คำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านและคิดคะแนน  เพื่อให้ทราบว่า  ความเข้าใจเกิดขึ้นในระดับกี่เปอร์เซ็นต์


รองศาสตราจารย์ ดร.พรชุลี  บอกต่ออีกว่า  ใครมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาอัตราความเร็วและความเข้าใจในการอ่านจะ
ประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน  “เราทุกคนมีสามารถในการอ่าน ตามที่ธรรมชาติสร้างให้ไว้แล้วในระบบการทำงานของสมอง
ผลการวิจัยทางจิตวิทยา พบว่า คนปกติใช้ศักยภาพของตนเพียง 10 % เท่านั้นเอง ลองคิดดูสิว่า ถ้าท่านใช้ศักยภาพการอ่านเพิ่มขึ้น

สัก 40-50%  และในปัจจุบันอ่านได้ 100 คำต่อวินาที  จะได้ความรู้จากการอ่านหนังสือมากขึ้นเพียงใด     ถ้าฝึกฝนการอ่านเร็วเป็น

ประจำเวลาที่ใช้จะเต็มประสิทธิภาพ  มีความหมาย  มีคุณค่า  ได้ผลตามความประสงค์และเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานด้วย”

นอกจากนี้ Life on campus ยังมีเทคนิคการทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระจากหนังสือที่อ่านนั้นมาฝากด้วยเช่นกัน เริ่มต้นจากการ
จัดลำดับความสำคัญในเรื่องที่เราจะอ่านเสียก่อน    โดยเฉพาะเมื่อหนังสือเล่มโตที่มีเนื้อหาหลายเรื่อง   จะต้องแบ่งเป็นสำคัญมาก
สำคัญปานกลางและสำคัญน้อย จากนั้นให้อ่านอย่างมีสมาธิ  ลดสิ่งรบกวนให้เหลือน้อยที่สุด  แม้แต่เสียงเพลงก็ตาม ที่สำคัญต้อง

ให้ความสำคัญในการอ่านรอบแรก

จากนั้นใช้วิธี สแกน หรือ Skim & Skip  เพื่อหาใจความหลักของเรื่องที่จะอ่าน โดยวิธีง่ายๆ  คือ ดูจากสารบรรณเนื้อหา และดูจาก
คำขึ้นต้นและลงท้ายประโยค  ซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมขึ้นก่อน   และที่สำคัญเราจะรู้ว่าส่วนไหนกันนะที่จำเป็นต้อง
อ่านรายละเอียดให้ตั้งคำถาม  โดยเป็นการตั้งคำถามของเราเองจากหัวเรื่อง หัวรองของเรื่อง หรือคำโปรย (คำขึ้นต้นประโยค)  ของ
แต่ละเรื่อง  แล้วสแกนหาคำตอบจากคำหรือประโยคในเนื้อเรื่อง  เพื่อให้ช่วยให้อ่านได้อึด  และถนอมสายตา   สมควรจะนั่งอ่าน
และหาที่วางหนังสือเอียง 45 องศา


แสงไฟฟ้าเพียงพอและเป็นสีไฟฟ้าที่ถนอมสายตา เช่น สีเหลืองนวล  ไม่ควรนอนอ่านเด็ดขาด  ยกเว้นนิยาย การ์ตูน   โน้ตย่อทันทีที่
อ่านจบในส่วนสำคัญของเรื่อง เพราะจะช่วยให้ไม่เสียเวลามานั่งค้นหาอีกรอบหรือเวลาต้องทบทวน ยามใกล้สอบหรือจะต้องนำไป
ใช้ประโยชน์ ควรจัดหนังสือให้เป็นระเบียบ และเป็นแบ่งเป็นหมวดหมู่

เลิกการแต่งแต้มทาสี (Highlighting) ซะที   ไม่ว่าจะเหลือง  ส้ม  หรือชมพู  เพราะมันแสดงว่า  เรากำลังฝืนทนทำภารกิจนี้ให้ผ่านไป
เหมือนกับว่า รับปากไปก่อนแล้วจะมาอ่านทีหลัง ยังไงยังงั้นเลยเชียว ซึ่งในที่สุดก็จะได้หนังสือเลอะๆ มาหนึ่งเล่มเพื่ออ่านใหม่รอบ
สอง และไม่ได้อะไรอยู่ดี

ทำ Pre-post test  ด้วยตัวเองกับเนื้อหาทุกครั้ง  หลังจากที่ตัดสินใจนั่งลงอ่าน เพื่อทดสอบความเข้าใจของเรา การตั้งคำถามและหา
คำตอบด้วยตัวเอง  เป็นอะไรที่วิเศษที่สุด   ปิดท้ายด้วยการฝึกฝนวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพสมองด้วยเทคนิควิธีการตรวจวัดความเร็ว
ในการอ่าน ถือว่าเป็นวิธีที่สำคัญ    เพราะเป็นเพิ่มศักยภาพสมองที่ดีเยี่ยม   แบบเดียวกับการอ่านเป็นภาพให้เป็น    มิใช่อ่านทีละ
ตัวอักษรไว้จะได้ขยายรายละเอียดในส่วนนี้ต่อไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล:
http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9530000151754

 
     
 
ข่าวสารมูลนิธิ
 
สนุก สดใส ชายทะเลหัวหิน ณ บ้านพักสุขสามัคคี
 
 
โครงการตรวจสุขภาพเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ปี 2561
 
 
โครงการ "แคมป์รักเด็กไทย" ปี 2561
 
 
 
มูลนิธิกสิกรไทย องค์การสาธารณกุศลลำดับที่ 690 ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 405)
400/22 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0 2273 1921 โทรสาร : 0 2273 3855 อีเมล : adm@kasikornfoundation.org