หน้าหลัก เกี่ยวกับมูลนิธิ โครงการของมูลนิธิ ร่วมบริจาค ความในใจ ติดต่อมูลนิธิ
 
 
 
วันที่ : 11/5/3097
สังคมรักการอ่าน กลไกใฝ่รู้ตลอดชีวิต
 

การอ่านมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน  มีส่วนในการพัฒนาการศึกษา เพราะเมื่อ "อ่านมาก ก็รู้มาก"  ยืนยันจาก
ผลสำรวจของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค)  เรื่องการอ่านของคนไทย    พบว่า
เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างในการอ่านมากที่สุด

ปัจจุบันกระแส "รักการอ่าน"  เริ่มเพิ่มมากขึ้น   เพราะหลายฝ่ายให้ความสำคัญ    เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมในการอ่านให้ยั่งยืน
นำไปสู่การเรียนรู้และพัฒนา  โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองนี้

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงศึกษาธิการสุขภาพ (สสส.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  โครงการ
มหานครแห่งการอ่าน Bangkok Read For Life    กรุงเทพมหานครจัดสัมมนาวิชาการ  "หนังสือ สื่ออ่าน และการอ่าน กลไก   และ
เครื่องมือปฏิรูประบบการเรียนการสอนในสถานศึกษา เพื่อความสุข ความใฝ่รู้ ตลอดชีวิต"

น.พ.ประเวศ วะสี  ประธานมูลนิธิเด็กให้ข้อเสนอแนะว่า      การจะผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติให้สำเร็จต้องมีกลุ่มทำงาน
ยุทธศาสตร์มาผลักดันเรื่องนี้   และมี  5  เรื่องหลักที่ต้องทำ  คือ 1. การตัดวงจรชั่วร้าย  เนื่องจากหนังสือดีในปัจจุบันขายได้แค่ไม่กี่
พันเล่ม  ทำให้คนเขียน  คนแปลหนังสือดีมีน้อย   ตรงจุดนี้จะต้องอาศัยรัฐบาลมาช่วยตัดวงจร  ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนการผลิต
หนังสือดีให้มากขึ้น    โดยต้องมีกองทุนขึ้นมาสนับสนุนการผลิต    2. ส่งเสริมให้เกิดชมรมรักการอ่านทุกหมู่บ้าน     มีห้องสมุดทุก
หมู่บ้านประมาณ 80,000 แห่ง ทั่วประเทศ

น.พ.ประเวศ บอกต่อว่า  3. ทุกโรงเรียนมีหลักสูตรการอ่านอยู่แล้ว  จึงควรแจกการบ้านให้เด็กไปอ่านหนังสือมา เช่น อ่านนวนิยาย
เพื่อให้รู้สึกสนุกกับการอ่าน ไม่เคร่งเครียดกับวิชาการเท่านั้น  4. ใช้การสื่อสารมาส่งเสริมการอ่านทุกชนิด และ 5. ประกวดการอ่าน
ทุกระดับ 
เช่น  ระดับหมู่บ้าน  ตำบล  เป็นต้น

"สำคัญควรจะต้องมีคณะกรรมการที่มากำหนดยุทธศาสตร์เรื่องการอ่านอย่างจริงจัง  และตั้งเป้าว่า  ต้องผลักดันให้เกิดความสำเร็จ
ภายในกี่ปี   เชื่อว่าหากเราสร้างวัฒนธรรมการอ่านได้  ประเทศชาติก็จะดีขึ้น   แต่หากไม่มีวัฒนธรรมการอ่านแล้วประเทศชาติก็จะ
แย่ไปด้วย"   ประธานมูลนิธิเด็ก กล่าว     ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผอ.สำนักรณรงค์สื่อสารสังคมด้าน สสส. กล่าวว่า การผลักดันให้
สังคมแห่งการอ่านเป็นวิถีชีวิตของคนไทย  ต้องทำงานร่วมกันหลายส่วน ที่ผ่านมา สสส.เน้น 2 ส่วน  คือ

1. สร้างอุปทาน (Supply)
    คือ มีหนังสือดีเหมาะสมกับเด็ก   โดย สสส.ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานเกี่ยวข้อง  ทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุน
    ให้เกิดการผลิตหนังสือดีราคาถูก  มีช่องทางกระจาย อาทิ ศูนย์เรียนรู้ระดับตำบลทั่วประเทศ  รวมทั้งมีกลไกคัดเลือกหนังสือกลไก
    พัฒนาองค์ความรู้ผู้ผลิต ผู้เขียนหนังสือสำหรับเด็ก   ขณะเดียวกันต้องมีกลไกควบคุมดูแลให้หนังสือมีราคาถูก
2. เกิดอุปสงค์ (Demand) หรือความต้องการในการอ่านหนังสือดี
    โดยส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายส่งเสริมการอ่านตั้งแต่ระดับตำบลจนถึงระดับประเทศ   สสส. เข้าไปสนับสนุนกระบวนการภาคสังคม
    ที่ช่วยสร้างกระแสรณรงค์ให้เกิดนวัตกรรม  ส่งเสริมให้คนอยากอ่านหนังสือมากขึ้น อาทิ  ตะกร้าแลกอ่าน อาสาสมัครรักการอ่าน
    ประจำตำบล


"ขณะนี้   กระแสความร่วมมือการสร้างวัฒนธรรมการอ่านเป็นไปในระดับดีขึ้น     เพราะทุกฝ่ายเห็นความสำคัญที่จะร่วมกันผลักดัน

ซึ่งจากสถานการณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยในด้านต่างๆ จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น
และมองเห็นภาพการทำงานที่ต้องเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ   เพราะการอ่านเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากระบวนการคิด    และ
ภูมิปัญญาของเด็กไทย"

การสร้างวัฒนธรรมในการอ่านต้องเริ่มจากบ้านและโรงเรียน แต่สิ่งสำคัญต้องมีหนังสือที่ดีให้กับเด็กด้วย

น.ส.สุดใจ พรหมเกิด  ผู้จัดการแผน.งานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านมองว่า   หนังสือน่าอ่าน หรือหนังสือดีสำหรับเด็กในโรงเรียน
ยังมีอยู่น้อย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสังคมแห่งการเรียนรู้เห็นว่า หากไม่ปรับหนังสือในโรงเรียน  โอกาส
ที่จะทำให้เด็กรักการอ่านก็ยากมาก ที่ผ่านมาสสส.เข้าไปส่งเสริมเรื่องนี้แก่เด็กเล็กโดยมีชุด 108 หนังสือดี ออกมาเพื่อสร้างฐานราก
การอ่านตั้งแต่เด็กๆ   และควรต้องรุกคืบต่อสำหรับเด็กในโรงเรียน   จะทำอย่างไรให้โรงเรียน เห็นความสำคัญ   จึงเป็นที่มาของการ
จัดงานที่จะให้ภาคีต่างๆเข้ามาร่วมกันคิดเพื่อผลักดันเรื่องนี้

"ทุกวันนี้โรงเรียนส่วนใหญ่มีหนังสือแบบเรียนให้เด็กเรียน แต่เป็นเรื่องกฎเกณฑ์วิชาการ ซึ่งก็เป็นหนังสือที่ดี แต่อีกส่วนหนึ่งควรให้
ความรื่นรมย์แก่เด็กจากการอ่านเช่น หนังสือการ์ตูน สารคดี เป็นต้น ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้หนังสือเหล่านี้เข้าไปในโรงเรียนมาก
ขึ้น และจะทำอย่างไรให้เด็กอ่านอย่างมีความสุข และทำให้การอ่านเป็นเรื่องสนุก" น.ส.สุดใจ กล่าว

ขณะที่  นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์  ผอ.สำนักนโยบายด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและโอกาสทางการศึกษา   สำนักงานเลขาธิการสภา
การศึกษา (สกศ.)     บอกว่า  สกศ. ทำการศึกษาการอ่านของเด็กปฐมวัยโดยการนำแบบอย่างในเรื่องการวิจัยมาจากประเทศญี่ปุ่น
พบว่า การอ่านของเด็กๆ มีความสำคัญมาก และผลการวิจัยทดลองก็ค่อนข้างได้ผลดีในช่วงการทำวิจัย 6-7 ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่
พบคือไม่มีหนังสือให้เด็กอ่าน  โดยเฉพาะเด็ก 1 ถึง 2 ขวบ  และพ่อแม่ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องหาหนังสือให้เด็กอ่านด้วย ในที่สุด
ก็ได้นำเรื่องเหล่านี้มาทำเป็นนโยบายหนังสือเล่มแรกเพื่อส่งเสริมการอ่าน และขอให้วันที่ 2 เม.ย. เป็นวันหนังสือเด็กแห่งชาติ

สิ่งสำคัญต้องทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และสังคมแห่งการอ่าน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

แหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 เม.ย. 2554 (กรอบบ่าย)

 
     
 
ข่าวสารมูลนิธิ
 
สนุก สดใส ชายทะเลหัวหิน ณ บ้านพักสุขสามัคคี
 
 
โครงการตรวจสุขภาพเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ปี 2561
 
 
โครงการ "แคมป์รักเด็กไทย" ปี 2561
 
 
 
มูลนิธิกสิกรไทย องค์การสาธารณกุศลลำดับที่ 690 ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 405)
400/22 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0 2273 1921 โทรสาร : 0 2273 3855 อีเมล : adm@kasikornfoundation.org